เหลือเวลาอีกเพียง 3ปีที่จะช่วยโลกจากภาวะโลกร้อน

สิ่งแวดล้อม
ภาพธารน้ำแข็งMuir ที่อลาสก้า ปี1941กับปี2004. Nasa

นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า เราอาจเหลือเวลาอีกเพียง3ปีในการช่วยเหลือโลกให้รอดพ้นจากความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้

โลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศหรือภาวะโลกร้อนนั้นอาจจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะเกิดในอนาคตอันแสนไกล แต่เราไม่รู้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นกับโลกของเราแล้วในทุกๆวันนี้

ระดับน้ำทะเลทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นมาถึง50%ภายในสองทศวรรศที่ผ่านมา ซึ่งในปี2017อุณหภูมิในบางพื้นที่ได้เพิ่มสูงขึ้นไปแตะระดับอุณหภูมิที่เคยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสามปีที่ผ่านมายังถูกบันทึกว่าเป็นปีที่มีอากาศร้อนที่สุด เช่นในแคลิฟอร์เนียและเวียดนาม

ในจดหมายเปิดผนึกของนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหกคน ซึ่งรวมถึง อดีตหัวหน้าฝ่ายสภาพอากาศของยูเอ็น Christina Figueres และนักฟิสิกส์ Stefan Ramstorf ได้เขียนว่า โลกมีเวลาอีกประมาณสามปีก่อนผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะแก้ไขไม่ได้ ซึ่งจดหมายนี้ได้เขียนในวันที่ 28 มิถุนายน เพื่อกระตุ้น รัฐบาล นักวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ ประชาชน ช่วยกันจัดการแก้ไขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วที่สุด

ถ้าเราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี2020ได้ อาจจะสามารถป้องกันการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิโลกที่จะไปถึงจุดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ พวกเขายังบอกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่น ไฟป่าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และสภาพอากาศที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเกษตรกรรม

ซึ่งแผนของพวกเขามีหกข้อดังนี้

  1. การใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้นซึ่ง30% เป็นพลังงานไฟฟ้า
  2. แผนงานคร่าวๆสำหรับเมืองและรัฐต่างๆเพื่อลดการใช้พลังงานฟอซซิลภายในปี2050 
  3. 15% ของยานพาหนะใหม่ที่จำหน่ายต้องขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
  4. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า
  5. ร่างแผนการเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทำลายป่าภายในปี2050
  6. กระตุ้นภาคเศรษฐกิจเพื่อออกตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนให้มากขึ้น

ซึ่งจุดประสงค์ของจดหมายนี้อาจจะขัดแย้งกับนโยบายของ Trump ซึ่งกล่าวว่าภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นไม่ได้อยู่ในวาระ และ Trumpยังประกาศอีกว่าในปี2019 สหรัฐจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งตั้งเกณฑ์มาตรฐานของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

เรียบเรียง: SignorScience
ที่มา: BusinessInsider